ทุกวันนี้สังคมค่อนข้างจะสับสนกับคำว่า “หมอดู” กับ “โหร” ต่างกันอย่างไร สื่อมักจะไม่เข้าใจว่าใครคือโหร  ใครคือหมอดู  แล้วแต่อารมณ์ที่จะเรียกใช้ บางท่านก็คิดว่า “โหร” เป็นคำยกย่อง หมอดูคือผู้ ทำนายชะตาชีวิตธรรมดา ความจริงหมอดูกับโหรนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

#โหร_กับ_หมอดู…. 

ทุกวันนี้สังคมค่อนข้างจะสับสนกับคำว่า “หมอดู” กับ “โหร” ต่างกันอย่างไร สื่อมักจะไม่เข้าใจว่าใครคือโหร  ใครคือหมอดู  แล้วแต่อารมณ์ที่จะเรียกใช้ บางท่านก็คิดว่า “โหร” เป็นคำยกย่อง หมอดูคือผู้ ทำนายชะตาชีวิตธรรมดา ความจริงหมอดูกับโหรนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

#โหร  คือผู้เรียนวิชาโหราศาสตร์ เรียนรู้การโคจรของดาวบนท้องฟ้า เรียกว่าดาราศาสตร์ สามารถคำนวณดาวต่างๆ ที่โคจรในแต่ละราศี  กี่องศา  กี่ลิปดา  รู้เรื่องอธิกมาส-อธิกวาร ในรอบ 1 ปี มีดวงอาทิตย์โคจรปัดเหนือ ปัดใต้ ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ ซึ่งเป็นอุตุศาสตร์ ต้องเรียนรู้ดาวฤกษ์ 27 กลุ่ม
ต้องเรียนรู้ฤกษ์ยาม  หาวัน -ยาม-ฤกษ์-ราศี-ดิถี- ตามกาลโยคประจำปี  ให้รู้วันดี ธงชัย อธิบดี อุบาทว์ โลกาวินาศ ต้องรู้เรื่องฤกษ์ผานาที สามารถให้ฤกษ์ปฏิวัติ ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์ปฏิสนธิให้ได้บุตร เป็นหญิงหรือชาย ต้องเรียนรู้ตำราพิชัยสงคราม จิตศาสตร์ แพทยศาสตร์ ล้วนอยู่ในตำราวิชาโหราศาสตร์
ฉะนั้นผู้ที่จะเป็น “โหร” ยังต้องเรียนรู้อีกมาก ทั้งภูมิศาสตร์ เคหศาสตร์ นรลักษณ์ศาสตร์ ทำให้รู้ถึงอำนาจอิทธิพลของดวงดาวที่มี อิทธิพลต่อโลกมนุษย์ โหรจะเป็นผู้รู้กาลเวลา ที่จะเกิดเหตุร้ายแก่สรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลฟ้าครอบ  รวมทั้งเหตุเภทภัยที่จะเกิดขึ้น ทั้งภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุ ที่เกิดโดย อิทธิพลดาวและสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ ฯลฯ
#หมอดู  คือบุคคลที่ทำมาหากินกับการ ทำนายชะตาชีวิต ดูโชคดี โชคร้าย ให้กับคนที่มีทุกข์ เหมือนจิตแพทย์   แต่ใช้การรักษาจิต ด้วยการสะเดาะเคราะห์ รดน้ำมนต์ ปล่อยนกปล่อยปลา แล้วแต่หมอดูจะกำหนด 
หมอดูจึงรู้เฉพาะเรื่องปัญหาชะตาชีวิตคน จึงต่างกับโหรที่จะต้องรู้ชะตาบ้านชะตาเมือง จะต้องใช้ศาสตร์ต่างๆ มากมายมาเป็นข้อมูล ในการวิเคราะห์พิจารณา ในสมัยโบราณ โหราศาสตร์มียศถาบรรดาศักดิ์ถึงขั้นเจ้าพระยาโหราธิบดี
#วิชาโหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งมาก    ต้องพยายามศึกษาจริงๆ เนื่องจากเป็นวิชาที่ยากหาผู้รู้จริงถ่ายทอดยาก  ต้องอาศัยฝึกฝนด้วยตนเองและสืบเสาะหาตำราอย่างตั้งใจจริงจึงจะพออ่านดวงชะตาออก ซ้ำผู้รู้จริงก็ไม่ยอมเปิดเผยเคล็ดลับบอกกล่าวกันโดยตรง เป็นเหตุให้ผู้เรียนท้อถอย
การเรียนรู้วิชาโหราศาสตร์เหมือนเป็นแว่น ส่องทางเดินของชีวิต  เหมือนเดินทางในที่มืดเวลากลางคืน วิชาโหราศาสตร์ก็เหมือนไฟฉายส่องทางเดิน
ฉะนั้นจึงพอจะแบ่งได้ว่า “โหร” กับ “หมอดู” นั้นต่างกัน
คนที่จะเรียนโหราศาสตร์เพื่อเป็นโหรจะต้องรู้หลักธรรมะ พระพุทธเจ้าเคย ตรัสไว้ว่า บุคคลใดสร้างกรรมไว้มาก มาย กรรมนั้นย่อมสนองผลได้ เหมือนคนดวงดีแต่ไปอาศัยอยู่ในหมู่กลุ่มคนไม่ดี ในสถานที่นั้นมีแต่คนทำกรรมชั่ว ดาวดีก็ไม่สามารถเปล่งแสงส่งผลดีให้กับชีวิต เหมือน ถูกความมืดมนบดบัง เช่นเดียวกับเมฆหมอกปกคลุมดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์
การศึกษาโหราศาสตร์ให้รู้แจ้งเห็นจริงนั้น สามารถเรียนได้เท่าเทียมกันทุกคน  ไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์หรือมีบุคลิกลักษณะดีแต่ประการใด สิ่งที่จำเป็นก็คือ….
1.ผู้ที่ศึกษาต้องทราบความเป็นมาของ

โหราศาสตร์ อย่ายึดติดกับตำราเก่าๆ ที่ไม่พัฒนา

2.อย่าลอกคำพยากรณ์เป็นดุ้นๆ ตามคำกลอนในตำรา จะไม่เหมาะกับกาลสมัย

3.พูดง่ายๆ ตามรหัสของดวงดาว

4.ทำความเข้าใจทุกแง่มุม

5.ให้สังเกตธรรมชาติในการพยากรณ์ดินฟ้า อากาศ  และอาศัยโหราศาสตร์ กับภูมิศาสตร์มาผสมในการพยากรณ์

6.ให้สังเกตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มชน

ทั่วไปเพื่อเป็นข้อมูลในการพยากรณ์

7.ให้สังเกตสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม ทั้งทั่วไปและรายบุคคล แบบองค์รวมนำมา ประกอบในการพยากรณ์

8.ให้เอาคำพยากรณ์ที่ผ่านมาซึ่งมีความถูกต้องมาเป็นบรรทัดฐานในการวิเคราะห์พยากรณ์

9.ให้เก็บบันทึกเป็นหลักฐานสามารถอ้างอิงได้

ที่เขียนสาธยายมาเป็นวรรคเป็นเวร ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าสื่อบางประเภทชอบนำ คำพยากรณ์ของใครก็ไม่รู้มาเผยแพร่ ซึ่งอ้างตนว่าเป็นโหรและสร้างความวุ่นวาย ให้กับสังคมและประเทศชาติ
                 กราบขอบพระคุณครูบาอาจารย์

                    ทุกแขนงวิชาโหราศาสตร์
                            ⛧ อันญ่า ⛧

                     มหัศจรรย์คนเหนือดวง

Cr.บ้านโหรอนัญญา

Facebook Comments
%d bloggers like this: