รอง ผบ.ตร.แถลงความคืบหน้ากรณีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เกาะหลีเป๊ะ


รอง ผบ.ตร.แถลงความคืบหน้ากรณีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เกาะหลีเป๊ะ

  วันนี้ 20 ก.พ. 2561 (10.30 น.)  ตามที่มีผู้บุกรุกวนอุทยานเกาะหลีเป๊ะ ขับไล่และให้รื้อถอน สภ.หลีเป๊ะ  รวมถึงบ้านพักข้าราชการตำรวจออกจากพื้นที่นั้น  จากการสำรวจจากหลักฐาน  ที่วนอุทยานฯ ได้อนุญาตให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ประโยชน์ พ.ศ. 2531  นั้น  มีพื้นที่  18  ไร่เศษ  แต่ปัจจุบันถูกนายทุนบุกรุกเข้ามาทำการสร้างโรงแรมและรีสอร์ท  เหลือพื้นที่ทำการของตำรวจเพียงแค่   2  งาน  นั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์  ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงได้มอบหมายให้  พล.ต.อ.ดร.วิระชัย  ทรงเมตตา  รอง ผบ.ตร.(กม)  ร่วมกับ  พล.ต.ท.รณศิลป์  ภู่สาระ  ผบช.ภ.9 พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย   รอง ผบช.ภ.9  และ พล.ต.ต.ศุภวัฒน์  ทับเคลียว  ผบก.ภ.จว.สตูล ดำเนินการนำพื้นที่ของ  สภ.หลีเป๊ะ กลับคืนมาและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงมีคำสั่งให้    พล.ต.อ.ดร.วิระชัย  ฯ  เป็นหัวหน้าคณะทำงานและให้ พล.ต.ท.จารุวัฒน์  ไวศยะ  ผบช.กมค. เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน  ซึ่งประกอบด้วย  พนักงานสอบสวนทั้งจากส่วนกลางและพื้นที่ร่วมกันสืบสวนสอบสวนจนทราบว่า เดิมไม่มีผู้ใดทำประโยชน์ในพื้นที่ ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอใช้มาก่อนแต่อย่างใด  และจากการตรวจสอบการได้มาของ สค.1 เลขที่ 29 , 39 และ 33  เป็นการได้มาโดยมิชอบ  และเป็นการนำเอกสาร สค.1 ที่ได้มาโดยมิชอบมาทำการออก นส.3 เลขที่ 29 , 39 และ 33 โดยมิชอบ  นอกจากนี้แล้ว การออก นส.3 ยังได้ออกโดยเนื้อที่เกินไปกว่าที่ระบุไว้ใน สค.1 ดังมีรายละเอียดดังนี้ 

รวมที่ดิน 3 แปลง  มีเนื้อที่ใน นส.3 เกินกว่าที่ระบุใน สค.1 จำนวนทั้งสิ้น   33 ไร่ 2 งาน 40 ตร.ว.
และจากการตรวจสอบการได้มาของเอกสารการได้ของ  สค.1 และ นส.3 ที่มิชอบนั้น มีผู้เกี่ยวข้องจากการได้เอกสารมาโดยมิชอบ คือ

        1.นายบรรจง  อังโชติพันธ์ (ถึงแก่ความตาย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกำนันตำบลเกาะสาหร่าย      อำเภอเมือง  จังหวัดสตูล

         2.นายกระจ่าง  บุญเรืองขาว (ถึงแก่ความตาย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสมียนพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ตรวจสอบที่ดิน

3.นายเติมศักดิ์   สมันตรัฐ  (ถึงแก่ความตาย) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองสตูล

โดยได้ร่วมกันกระทำความผิดในฐานความผิด

1. เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157                   มีอัตราโทษ จำคุกตั้งแต่หนึ่งปี ถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำ                     ทั้งปรับ 
2. กระทำการโดยทุจริต  เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  162 (1) ประกอบมาตรา 83 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท

นอกจากนี้ ยังตรวจพบการจัดทำเอกสารเท็จเพื่อนำมาใช้ยืนยันความถูกต้องและความชอบธรรมในการออก ส.ค. 1 และน.ส.3 แปลงที่ 29,33 และ 39 ว่าเป็นการได้ ส.ค. 1  มาโดยชอบ และออกเอกสาร น.ส. 3 มาด้วยความถูกต้อง เพื่อใช้เป็นหลักฐานมิให้คณะกรรมการตรวจสอบที่ดิน ตามคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ทำการเพิกถอน น.ส. 3 และยกเลิก ส.ค. 1 ทั้งสามแปลงดังกล่าว อีกทั้งได้นำมาใช้เป็นพยานหลักฐาน เอกสารราชการ เพื่อใช้ยืนยันในการดำเนินการต่างๆ รวมตลอดถึงใช้อ้างอิงในการต่อสู้คดีชั้นพนักงานสอบสวนและศาล จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่คดีและความยุติธรรม โดยผู้กระทำผิดในการจัดทำเอกสาร ประกอบด้วย
1. นาย ฉลองศักดิ์ เชียรวิชัย  อดีตปลัดอาวุโสเมืองสตูล ในฐานะประธานกรรมการ

2. นาย ณรงค์  เอกวงศ์  อดีตผู้ช่วยเกษตรจังหวัดฝ่ายวิชาการสตูล 

3. นาย สุริยา ลักษโณสุรางค์  อดีตพนักงานที่ดินจังหวัดสตูล

4. นาย อัครพล เชียรวิชัย อดีต ปลัดอำเภอเมืองสตูล 

5. นาย กิจชัย หอพิสุทธิสาร  อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล

6. นาย จำลอง ศรีไชย อดีต เจ้าหน้าที่วิชาการเกษตรจังหวัดสตูล

การดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำการรื้อฟื้นคดีอาญาที่ 688/2554 ของ สภ.เมืองสตูล ซึ่งทางพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2556 ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐาน                             พบพยานหลักฐานใหม่ ดังนี้ 

1. การนำชี้พิกัดที่ดินที่เป็นสถานที่เกิดเหตุ  ที่เป็นเหตุสั่งไม่ฟ้อง ผิดสถานที่ 

2. แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ปี 2493 ,2497 ,2522 ,2529 ,2539 และ 2556 โดยผู้เชี่ยวชาญอ่านและแปลผลยืนยันว่าสถานที่เกิดเหตุและที่ พงส. อ้างถึงไม่มีคนอยู่อาศัย

3. การปฏิบัติหน้าที่มิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสาร ส.ค. 1 ,น.ส. 3 และแบบตรวจนับอายุมะพร้าว โดยมิชอบ 

4. คำพิพากษาศาลฏีกา คดีหมายเลขแดงที่7974/2540 และ 5697/2559 ระหว่างนาง ณัฐฎญา สมานุกร กับ กรมตำรวจ ศาลพิพากษายกฟ้อง กรมตำรวจด้วยเหตุ กรมตำรวจได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่จากกรมป่าไม้อย่างถูกต้อง

5. การยืนยันสถานที่เกิดเหตุ ตามคดีอาญาที่ สภ.เกาะหลีเป๊ะ ที่ 59/2559  คดีหมายเลขแดงที่ 481/2560 และ คดีอาญาที่ 48/2560 ซึ่งยืนยันว่าผิดสถานที่เกิดเหตุจริง 

จึงสรุปสำนวนมีความเห็น เชื่อว่ามีพยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแห่งคดี เชื่อว่านายมานิต  กวีรัตน์  ผู้ต้องหาได้สร้างกำแพงบุกรุก เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา โดยมิชอบ จึงส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 688/2554 ลงวันที่ 30 พ.ย.2554 และผลการสอบสวนเพิ่มเติมไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณา   
สำหรับกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกเอกสาร สค.1 , นส.3 โดยมิชอบ และเจ้าหน้าที่ที่จัดทำแบบตรวจนับคำนวณอายุมะพร้าวอันเป็นเท็จ ซึ่งจากการสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเป็นการกระทำความผิดฐาน “เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต  และเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ทำเอกสาร              รับเอกสารหรือกรอกข้อความลงในเอกสาร กระทำการรับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ  โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป”   ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 , 162 (1)  และมาตรา 83  แต่เนื่องจากระยะเวลาผ่านมาเนิ่นนานทำให้คดีขาดอายุความ สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงไม่สามารถดำเนินคดีจากผู้กระทำความผิดได้  แต่จากการสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่แน่ชัด  จึงส่งสำนวนการสอบสวนให้ ปปช. เพื่อพิจารณาไต่สวนคดียืนยันว่ามีการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันจะนำไปสู่การยกเลิก สค.1 และเพิกถอน นส.3  และยกเลิกแบบนับจำนวนอายุมะพร้าว และบันทึกการไม่เพิกถอนสิทธิในที่ดิน นส.3 ในแปลงเลขที่ 29 , 33 และ 39  เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



Facebook Comments
%d bloggers like this: