การขึ้นทะเบียนสุนัข ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย

การขึ้นทะเบียนสุนัข ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย

หลังจากที่ครม.เห็นชอบร่างกฎหมาย เลี้ยงหมาแมวต้องขึ้นทะเบียนฝ่าฝืนโทษปรับ 2.5 หมื่น สำหรับข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวนั้น ขณะนี้ได้มีการเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 โดยมีผู้ยื่นเสนอแก้ไข 2 กลุ่ม ประกอบด้วย
1. สนช. มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นและให้เจ้าของสัตว์นำสัตว์เลี้ยงมาขึ้นทะเบียน (เพิ่มเติมใน มาตรา 22/1) โดยถ้าเจ้าของสัตว์ฝ่าฝืนข้อบัญญัติท้องถิ่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท (เพิ่มเติมในมาตรา 32/1) และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา2. กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะรัฐมนตรี มีสาระสำคัญคือกำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติท้องถิ่นและให้เจ้าของสัตว์มาแจ้งเพื่อขอขึ้นทะเบียน โดยกำหนดให้รายได้จากค่าธรรมเนียมและค่าปรับเป็นของราชการส่วนท้องถิ่น (เพิ่มหมวด 5/1 มาตรา 21/1 มาตรา 21/2และมาตรา 21/3) และให้กำหนดเพิ่มเติม นิยามเจ้าพนักงานท้องถิ่น (แก้เพิ่มมาตรา 7) โดยให้มีผลใช้บังคับ ภายใน 180 วันนับแต่การประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าเจ้าของสัตว์ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 25,000 บาท และกำหนดอัตรา ค่าธรรมเนียม 1) คำร้องขอขึ้นทะเบียน ฉบับละ 50 บาท 2) สมุดประจำตัวสัตว์ ฉบับละ 100 บาท 3) เครื่องหมายประจำตัวสัตว์ ตัวละ 300 บาทสาเหตุที่มาของการแก้ไข เนื่องจากสภปัญหาการทิ้งสุนัขและแมวในที่สาธารณะเป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุอาจจะเกิดจากการที่เจ้าของไม่ประสงค์จะดูแล สัตว์เหล่านั้นจึงนำมาปล่อย อาจจะเกิดปัญหาสัตว์จรจัด โรคระบาดสัตว์และอันตรายที่เกิดจากสัตว์จรจัดนั้นและไม่มีผู้รับผิดชอบ

ซึ่งทั้งสองร่างนั้นหลังจากนี้ต้องผ่านความคิดเห็นของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กฤษฎีกา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป หลังจากนั้นจะนำมาสู่การบรรจุเข้าวาระการประชุมเพื่อพิจารณารับหลักการในวาระที่ 1 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และต้องตั้งคณะกรรมมาธิการพิจารณา โดยใช้(ร่าง) แก้ไข ที่คณะรัฐมนตรีเสนอเป็นหลัก และใช้ (ร่างของสนช.พิจารณาร่วมด้วย) จึงจะประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป

เมื่อพิจารณา ทั้งสองร่างแล้วพิจารณา เห็นว่า
1. การกระจายอำนาจให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นสิ่งที่ดี เพราะท้องถิ่นแต่ท้องถิ่นมีสภาพความแตกต่างที่หลากหลาย ตามบริบท ในเชิงพื้นที่วัฒนธรรมและวิถีชีวิต เช่น ปัญหาการเลี้ยงสัตว์ในเมืองและนอกเมืองมีความแตกต่างกัน การกระจายอำนาจก็เป็นเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญและการปกครอง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความพร้อม ความเหมาะสม ศักยภาพ งบประมาณ และบุคลากร ของแต่ละท้องถิ่นด้วยโดยเฉพาะ ความรู้ความสามารถและประสบการณ์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องสัตว์ในแต่ละท้องถิ่นด้วย2. อัตราโทษ ปรับไม่เกิน 25,000 บาท สำหรับการไม่นำสัตว์มาขึ้นทะเบียน และ 450 บาทสำหรับค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนสัตว์นั้นควรจะพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ถึงแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน มีมาตรฐาน เพราะถึงแม้จะเป็นอัตราที่สูงสุดก็ตาม (สามารถปรับได้ตั้งแต่ 1บาทถึง 25,000) แต่เมื่อพิจารณาอัตราโทษสูงสุด ก็ค่อนข้างสูงมาก อาจจะกระทบถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากจนเกินความจำเป็นโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยและมีสัตว์อยู่ในครอบครองจำนวนมาก จะนำมาสู่ปัญหาการทิ้งสัตว์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าจะมีการเปรียบเทียบปรับจริง หลังการประกาศใช้กฎหมาย 1 ปี ควรให้มีการนำสัตว์มาขึ้นทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ หลังจากนั้นค่อยปรับในอัตราที่น้อยไปหาหนัก จะทำให้ประชาชนรับรู้ และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นมาตรการรองรับในเชิงรุกที่เป็นรูปธรรมจึงมีความสำคัญและจำเป็น โดยเฉพาะในเรื่องของความชัดเจนของกรอบอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ งบประมาณ บุคลากรและวิธีการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญควบคู่กัน3. การขึ้นทะเบียนสัตว์นั้น เป็นแนวทางหนึ่งของการแก้ปัญหาสัตว์เลี้ยง เพื่อให้เจ้าของสัตว์มีความรับผิดชอบต่อสัตว์ของตนและปฏิบัติต่อสัตว์และผู้อื่นได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น และสำหรับสัตว์จรจัดจะได้มีผู้รับผิดชอบดูแล แต่ก็ต้องมีมาตรการอื่นควบคู่กับการขึ้นทะเบียนสัตว์ด้วย เช่น การทำหมันและฉีดวัคซีน การจัดสถานสงเคราะห์สัตว์ที่ได้มาตรฐานและการหาบ้านใหม่ให้สัตว์เหล่า และที่สำคัญต้องสร้างจิตสำนึกของความรับผิดชอบในการเลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไป การแก้ไขปัญหาจึงจะได้ผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

ผ่านเลนส์ 005~รายงาน

Facebook Comments
%d bloggers like this: