“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าเดินทาง และค่าอื่น ๆ ให้กับผู้มีรายได้น้อย

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เครื่องมือสำคัญที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ค่าเดินทาง และค่าอื่น ๆ ให้กับผู้มีรายได้น้อย

ผู้ถือบัตรจะได้รับวงเงินสำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านบัตรสวัสดิการฯ เดือนละ 200-300 บาท (หากเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพ จะได้เพิ่มอีก 100 – 200 บาท ซึ่งส่วนนี้สามารถกดเป็นเงินสดออกมาใช้ได้) ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม 45 บาท/ต่อเดือน และค่าใช้จ่ายรถโดยสารสาธารณะ แบ่งเป็น ค่ารถเมล์และรถไฟฟ้า 500 บาท/เดือน ค่าโดยสารรถ บขส.500 บาท/เดือน และค่าโดยสารรถไฟ 500 บาท/เดือน ซึ่งทั้งหมดจะใช้กับเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) ผู้ถือบัตรไม่สามารถกดหรือถอนออกมาเป็นเงินสดได้

สำหรับการรูดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ 1 พ.ย. 61 – 30 เม.ย. 62 รัฐบาลจะแบ่งภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT 7% ที่ปกติรวมอยู่ในราคาสินค้า กลับคืนเข้ากระเป๋าเงินในบัตรสวัสดิการฯ 5% ซึ่งเงินในส่วนนี้ผู้ถือบัตรสามารถนำไปรูดซื้อสินค้าหรือกดออกมาเป็นเงินสดไว้ใช้จ่ายได้ อีกส่วนหรือ 1% จะโอนเข้าบัญชีกองทุนการออมแห่งชาติของผู้ถือบัตร และที่เหลือ 1% เก็บเป็น VAT เข้ารัฐตามปกติ

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้สูงอายุที่ถือบัตรสวัสดิการฯ จะได้รับเงินเพิ่มอีกคนละ 50 – 100 บาท/เดือน เพราะมีผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งบริจาคเงินกลับคืนกองทุนผู้สูงอายุ เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.61 – 15 มิ.ย. 62 ซึ่งเงินส่วนนี้สามารถกดเป็นเงินสดมาใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังมีโอกาสกู้ซื้อบ้านในโครงการบ้านคนไทยประชารัฐในอัตราพิเศษ และไม่ต้องจ่ายค่าอากรแสตมป์สำหรับการโอนบ้านที่ผู้ถือบัตรเข้าประมูลจากกรมบังคับคดี เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยมีบ้านเป็นของตนเอง

ส่วนวินมอเตอร์ไซค์ทั้งหลายที่ถือบัตรสวัสดิการฯ ก็จะได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนเป็นค่าเติมน้ำมันรถอีกด้วย

นอกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้ว บัตรทอง หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค ก็ยังได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และรัฐบาลยืนยันหนักแน่นว่าไม่เคยคิดจะยกเลิก เพราะต้องการดูแลคนไทยที่ไม่มีสิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิอื่น ๆ ที่รัฐจัดให้ โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ให้ดีที่สุดด้วย

ทุกวันนี้ผู้มีสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิ 30 บาท หรือที่ถูกต้องจริง ๆ ต้องเรียกว่า สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เจ็บป่วยทั่วไปหรือฉุกเฉิน นั้น สามารถไปรักษาได้ฟรีแล้ว ทั้งในโรงพยาบาลของรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งคุ้มครองไปถึงผู้ป่วยโรคจิต โรคเรื้อรัง และผู้ติดยาเสพติด

รัฐบาลยังได้ขยายบริการของบัตรทองให้มากขึ้นกว่าเดิม เช่น เพิ่มสิทธิฉีดวัคซีนโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ไวรัสตับอักเสบบี และป้องกันมะเร็งปากมดลูก

เพิ่มสิทธิตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ การใช้ยาราคาแพง 11 รายการ เช่น ยารักษามะเร็ง ยาไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง เพิ่มสิทธิให้ผู้ป่วยอายุต่ำกว่า 55 ปี สามารถผ่าข้อเข่าเสื่อมฟรี และให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดลำไส้ได้รับอุปกรณ์ถุงทวารเทียม ฯลฯ

รัฐบาลชุดนี้ได้สนับสนุนงบประมาณให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 153,152 ล้านบาท ในปี 2558 เป็น 181,584 ล้านบาท ในปี 2562 ช่วยเพิ่มคุณภาพการดูแลประชาชนรายหัว ลดภาระค่ารักษาพยาบาล และลดจำนวนโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขที่มีปัญหาทางการเงิน

ธนาคารโลกเอ่ยว่า สิ่งที่รัฐบาลทำนั้น ทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเหลือไปทำอย่างอื่น ครัวเรือนมีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนองค์การอนามัยโลกได้ยกย่องให้ประเทศไทยเป็นต้นแบบของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประเทศอื่น ๆ ในโลกด้วย

CR : ไทยคู่ฟ้า

Facebook Comments
%d bloggers like this: