องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนา จ.อุบลฯ ร้องผช. “มงคลกิตติ์” ช่วยชาวบ้าน-พระสงฆ์ถูกไล่ที่

วันที่ 16 ส.ค. 62 นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย รองเลขาธิการพรรคไทยศรีวิไลย์ และ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของเราว่า องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษกับตน ในเรื่องชาวบ้าน-พระสงฆ์ถูกไล่ที่ โดยมีเนื้อหาระบุว่า จากการที่ชุมชนตำบลแสนสุขและชุมชนคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ใช้บริเวณพื้นที่ประชาสาธารณะใช้ร่วมกันบริเวณที่ตั้งในหมู่บ้านกลาง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และมีระยะห่างจากหมู่บ้านประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อใช้ในการประกอบและปฏิบัติธรรมทางศาสนา ร่วมกันมานานประมาณ 20 ปี ซึ่งก็มีพระสงฆ์หลายรูปได้มาปฏิบัติธรรมและจำพรรษา สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
แต่ในขณะปัจจุบัน นายอำเภอผู้มีหน้าที่ดูแลที่ดินสาธารณะรวมไปถึงสาธารณประโยชน์ที่ใช้ร่วมกันและนายกอบต.ผู้ดูแลพื้นที่ ได้ทำการฟ้องร้องขับไล่พระสงฆ์และบริวารที่ประกอบศาสนกิจปฏิบัติธรรมในพื้นที่ดังกล่าวออกจากพื้นที่ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นได้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในหมู่สังคมผู้นับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพื้นที่ดังกล่าวองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนา ได้นำข้อมูลมาให้พิจารณาซึ่งเป็นที่มาของข้อสงสัยที่มีหลายประการ ที่ดินสาธารณประโยชน์ใช้ร่วมกันดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ มีเอกสารยืนยันประกอบอย่างชัดเจน การใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ร่วมกันของชาวบ้านที่มีมากกว่า 20 ปี และ ไม่ได้มีการคัดค้านหรือทักท้วงจากทางฝ่ายนายอำเภอผู้ควบคุมดูแลพื้นที่แต่อย่างใด และการใช้สถานพื้นที่ดังกล่าวก็อยู่กันด้วยความสงบสุขร่มรื่นเป็นที่ปฏิบัติธรรมและประกอบศาสนกิจด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนามาโดยตลอด แต่ล่าสุดนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง ได้นำเรียนชี้แจงต่อนายอำเภอผู้ควบคุมดูแลพื้นที่ว่าป่าช้าสาธารณะใช้ร่วมกันดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลโนนผึ้งและมีชื่อที่ตั้งที่ขึ้นอยู่กับบ้านกลางได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง เพื่อให้ขับไล่พระสงฆ์และบริวารที่ไปประกอบศาสนกิจของสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าว
หลังจากนั้นได้มีเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาของนายอำเภอวารินชำราบในสมัยนั้นคือนายวิรุจ วิชัยบุญ นำเรื่องของชาวบ้านทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการของการแก้ไขปัญหา แต่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เนื่องจากชาวบ้านหมู่บ้านกลางตำบลโนนผึ้งมีจุดวัตถุประสงค์เดียวคือต้องการขับไล่พระและบริวารออกจากพื้นที่ด้วยอ้างการรักษาคงไว้ซึ่งป่า แต่ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งรวมไปถึงพระสงฆ์ที่จำพรรษาในบริเวณพื้นที่ได้โต้แย้งกันประกอบศาสนกิจและปฏิบัติธรรมตามแนวของพระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นการรุกล้ำหรือตัดไม้ทำลายป่าแต่อย่างใดแต่ยังคงมีการรักษาสภาพพื้นป่าและรวมไปถึงการปลูกไม้เพื่อทดแทนป่าที่สูญเสีย กระบวนการแก้ปัญหาไม่สามารถยุติโดยการไกล่เกลี่ยได้จึงนำมาสู่การตั้งกรรมการเพื่อดำเนินการหาข้อเท็จจริงทั้งหมด 8 คน ประกอบไปด้วย 1.นายวิรุจ วิชัยบุญ นายอำเภอในครั้งนั้นเป็นประธาน 2. ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ 3. เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีสาขาอำเภอวารินชำราบ 4.นายฉลอง ทีสี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ 5. วัฒนธรรมอำเภอวารินชำราบ 6. ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง 7. พระครูปัญญาธรรมสถิต เจ้าคณะตำบลโนนผึ้ง 8. นางสาวศิริวรรณ คุณมี ปลัดอำเภอวารินชำราบ เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้อำเภอทราบและหลังจากนั้นได้มีคำสั่งอำเภอวารินชำราบ ที่ 303/2557 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 1 ท่านเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมคือ เจ้าคณะอำเภอวารินชำราบ(ธ)เป็นคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่และสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับอำเภอทราบ จากนั้นมติในข้อประชุมของคณะกรรมการทั้ง 9 ท่านได้มีคำสั่งให้ทางพระที่จำพรรษาและปฏิบัติธรรมในพื้นที่รวมไปถึงบริวารที่เข้าไปประกอบศาสนกิจออกจากพื้นที่ภายใน 90 วันหากไม่ทำการย้ายออกจากพื้นที่เมื่อครบกำหนดทางอบต.โนนผึ้ง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลจะต้องทำหนังสือทวงถามหากไม่ยอมย้ายออกจะมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนตำบลท้องถิ่นโนนผึ้ง แจ้งความดำเนินคดีกับพระสงฆ์เพื่อดำเนินการตามกระบวนการในชั้นศาล
โดยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 องค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้งได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับสำนักสงฆ์มัชฌิมาเวฬุวนารามที่ได้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ป่าช้าเก่าบ้านกลางหมู่ที่ 8 ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอวารินชำราบ เพื่อไปทำการตรวจสอบมากที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ ต่อมาที่ดินอำเภอวารินชำราบได้มีหนังสือ อบ.0020.08/25343 ลง31 ต.ค.57 ถึงสถานีตำรวจภูธรอำเภอวารินชำราบ ว่า ในการตรวจที่สาธารณประโยชน์นั้นจะต้องให้ผู้ร้องทุกข์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาเป็นผู้ไปยื่นคำร้องขอตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์ตามมาตรา 69 ทวิแห่งประมวลกฎหมายที่ดินก่อนพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะมีอำนาจดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อจากนั้นคณะกรรมการทั้ง 9 คน ที่ได้ตั้งขึ้น ตรวจสอบตามข้อเท็จจริงเพื่อรายงานให้กับทางอำเภอทราบ โดยเฉพาะที่ดินอำเภอวารินชำราบจะต้องลงพื้นที่ เพื่อทำการตรวจสอบรังวัดที่ดินตามข้อเท็จจริงและรายงานให้กับนายอำเภอทราบ ต่อมาซึ่งได้มีการฟ้องร้องต่อศาลซึ่งศาลชั้นต้นพระและบริวารที่ไปประกอบศาสนกิจบริเวณพื้นที่ป่าช้าสาธารณะใช้ร่วมกันชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาถวายพระและบริวารแพ้คดี
นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย รองเลขาธิการพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ต่อมา ณ วันนี้ ( 16 ส.ค.62 ) องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาได้นำเรียนกับตนว่า เกิดข้อสงสัยในการฟ้องคดีในชั้นศาลเนื่องด้วยมีประเด็นให้สงสัยอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับประเด็นการออกรังวัดของที่ดินซึ่งที่ดินตามเอกสารมีอยู่ทั้งสิ้น 34 ไร่แต่การรังวัดของเจ้าหน้าที่ที่ดินที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในกรรมการ 1 ใน 9 คน แจ้งกับทางศาลว่าพื้นที่ดินเหลือเพียงแค่ 24 ไร่ ซึ่งอีก 10 ไร่หายไปไหน ไม่มีการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงรายงานให้กับอำเภอทราบ ประเด็นข้อเท็จจริงที่จะนำเรียนเพื่อหาข้อโต้แย้งและขอความเป็นธรรมให้กับพระและบริวารพุทธศาสนิกชนที่นับถือพระพุทธศาสนาพบเห็นว่าตามหลักฐานที่กล่าวอ้างระบุว่าพื้นที่ที่ถูกบุกรุกจำนวน 10 ไร่ เป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาได้ลงพื้นที่จริงกลับพบว่า เป็นนาข้าวที่ถูกแผ้วถางป่าและบ่อน้ำที่มีผู้ครอบครองทำประโยชน์ตามหลักฐานระวางแผนที่ระบุว่าทางสาธารณะที่ปรากฏอยู่ในระหว่างทางสาธารณะอยู่นอกเขตที่ดินนส.แต่สภาพจริงปรากฏว่าหลักเขตที่ดินสาธารณะอยู่นอกถนน ซึ่งหมายความว่าถนนสร้างอยู่ในเขตที่ไม่ตรงตามหลักฐานที่โจทก์ใช้กล่าวอ้างต่อศาล อีกทั้งเสาไฟฟ้าสภาพความเป็นจริงอยู่กลางทุ่งนาข้าว แสดงให้เห็นว่ามีการบุกรุกที่สาธารณะโดยชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง
และที่สำคัญพยานปากเอกสำคัญที่ให้การต่อศาลว่าพระและบริวารพุทธศาสนิกชนบุกรุกที่ดินป่าช้าสาธารณะ คือนายต่าย ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ทำการบุกรุกมากถึง 2 ไร่ แต่ประเด็นการฟ้องร้องต่อศาลทำไมองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้งที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายอำเภอวารินชำราบไม่ดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่บุกรุกป่าช้าสาธารณะไปพร้อมกับพระสงฆ์และบริวาร
ความสงสัยที่เกิดขึ้นจึงนำเรียนมายังพรรคไทยศรีวิไลย์ เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องดังกล่าวซึ่งการตั้งกรรมการโดยนายอำเภอในครั้งนั้นและมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วยอำนาจและหน้าที่โดยตรงอาจจะไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองและการรายงานดังกล่าว อำเภอก็ไม่ได้รายงานตรงตามข้อเท็จจริงจึงมาร้องขอและให้ช่วยดำเนินคดีเกี่ยวกับผู้บุกรุกที่ดินป่าช้าสาธารณะใช้ร่วมกันที่มีมากถึง 10 ไร่ และเอาพื้นที่ดินที่ถูกบุกรุกทั้ง 10 ไร่ คืนภาครัฐและให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับข้าราชการที่ไม่ได้ใช้หรือใช้อำนาจของตัวเองในทางที่ผิด
ต่อมา นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย รองเลขาธิการพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ลงพื้นที่ เพื่อปรึกษาปัญหาดังกล่าว และ จะนำส่งข้อมูลเอกสารทั้งสิ้น รวมถึงรายงานความเดือดร้อนของพุทธศาสนิกชนไปยัง นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” หัวหน้าพรรคไทยศิริไลย์ ให้รับทราบ เพื่อหาทางช่วยเหลือ เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ และ เพื่อให้ความจริงปรากฏพื้นที่ดินของทางภาครัฐยังคงอยู่และสามารถใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อหาทนายความในการดำเนินคดีกับข้าราชการที่อาจจะใช้หน้าที่ในทางที่ผิดรวมไปถึงบุคคลที่ไปบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าและยึดครองพื้นที่ดินสาธารณะมาดำเนินคดีต่อไป
จากนั้น นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง เพื่อขอทราบพรบ.ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการควบคุมดูแลพื้นที่ดินสาธารณะและพื้นที่สาธารณประโยชน์ใช้ร่วมกัน ที่อยู่ในความควบคุมดูแลโดยอำนาจขององค์การบริหารส่วนตําบลโนนผึ้ง ว่ามีทั้งหมดเท่าไร.? เพื่อนำมาประกอบในคดี และ ทำการตรวจสอบว่ายังมีบุคคลอื่นอีกหรือไม่ที่บุกรุกและครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน โดยที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้งนิ่งเฉยไม่ดำเนินคดี และหลังจากนั้นก็จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของการฟ้องร้องในคดีต่อไป
//////////////////////////////////////// ทีมข่าวเฉพาะกิจ / รายงาน.
องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนา จ.อุบลฯ ร้องผช. “มงคลกิตติ์” ช่วยชาวบ้าน-พระสงฆ์ถูกไล่ที่
วันนี้ ( 16 ส.ค. 62 ) นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย รองเลขาธิการพรรคไทยศรีวิไลย์ และ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคอีสาน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวของเราว่า องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาจังหวัดอุบลราชธานี ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษกับตน ในเรื่องชาวบ้าน-พระสงฆ์ถูกไล่ที่ โดยมีเนื้อหาระบุว่า จากการที่ชุมชนตำบลแสนสุขและชุมชนคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้ใช้บริเวณพื้นที่ประชาสาธารณะใช้ร่วมกันบริเวณที่ตั้งในหมู่บ้านกลาง ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และมีระยะห่างจากหมู่บ้านประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อใช้ในการประกอบและปฏิบัติธรรมทางศาสนา ร่วมกันมานานประมาณ 20 ปี ซึ่งก็มีพระสงฆ์หลายรูปได้มาปฏิบัติธรรมและจำพรรษา สืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
แต่ในขณะปัจจุบัน นายอำเภอผู้มีหน้าที่ดูแลที่ดินสาธารณะรวมไปถึงสาธารณประโยชน์ที่ใช้ร่วมกันและนายกอบต.ผู้ดูแลพื้นที่ ได้ทำการฟ้องร้องขับไล่พระสงฆ์และบริวารที่ประกอบศาสนกิจปฏิบัติธรรมในพื้นที่ดังกล่าวออกจากพื้นที่ เป็นความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นได้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในหมู่สังคมผู้นับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพื้นที่ดังกล่าวองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนา ได้นำข้อมูลมาให้พิจารณาซึ่งเป็นที่มาของข้อสงสัยที่มีหลายประการ ที่ดินสาธารณประโยชน์ใช้ร่วมกันดังกล่าวมีเนื้อที่ประมาณ 34 ไร่ มีเอกสารยืนยันประกอบอย่างชัดเจน การใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ร่วมกันของชาวบ้านที่มีมากกว่า 20 ปี และ ไม่ได้มีการคัดค้านหรือทักท้วงจากทางฝ่ายนายอำเภอผู้ควบคุมดูแลพื้นที่แต่อย่างใด และการใช้สถานพื้นที่ดังกล่าวก็อยู่กันด้วยความสงบสุขร่มรื่นเป็นที่ปฏิบัติธรรมและประกอบศาสนกิจด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชนที่มีแรงศรัทธาต่อพระพุทธศาสนามาโดยตลอด แต่ล่าสุดนายกองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง ได้นำเรียนชี้แจงต่อนายอำเภอผู้ควบคุมดูแลพื้นที่ว่าป่าช้าสาธารณะใช้ร่วมกันดังกล่าวที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลโนนผึ้งและมีชื่อที่ตั้งที่ขึ้นอยู่กับบ้านกลางได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง เพื่อให้ขับไล่พระสงฆ์และบริวารที่ไปประกอบศาสนกิจของสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าว
หลังจากนั้นได้มีเรื่องขึ้นสู่การพิจารณาของนายอำเภอวารินชำราบในสมัยนั้นคือนายวิรุจ วิชัยบุญ นำเรื่องของชาวบ้านทั้งสองฝ่ายเข้าสู่กระบวนการของการแก้ไขปัญหา แต่ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เนื่องจากชาวบ้านหมู่บ้านกลางตำบลโนนผึ้งมีจุดวัตถุประสงค์เดียวคือต้องการขับไล่พระและบริวารออกจากพื้นที่ด้วยอ้างการรักษาคงไว้ซึ่งป่า แต่ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งรวมไปถึงพระสงฆ์ที่จำพรรษาในบริเวณพื้นที่ได้โต้แย้งกันประกอบศาสนกิจและปฏิบัติธรรมตามแนวของพระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นการรุกล้ำหรือตัดไม้ทำลายป่าแต่อย่างใดแต่ยังคงมีการรักษาสภาพพื้นป่าและรวมไปถึงการปลูกไม้เพื่อทดแทนป่าที่สูญเสีย กระบวนการแก้ปัญหาไม่สามารถยุติโดยการไกล่เกลี่ยได้จึงนำมาสู่การตั้งกรรมการเพื่อดำเนินการหาข้อเท็จจริงทั้งหมด 8 คน ประกอบไปด้วย 1.นายวิรุจ วิชัยบุญ นายอำเภอในครั้งนั้นเป็นประธาน 2. ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรวารินชำราบ 3. เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานีสาขาอำเภอวารินชำราบ 4.นายฉลอง ทีสี นักวิชาการศาสนาชำนาญการ 5. วัฒนธรรมอำเภอวารินชำราบ 6. ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง 7. พระครูปัญญาธรรมสถิต เจ้าคณะตำบลโนนผึ้ง 8. นางสาวศิริวรรณ คุณมี ปลัดอำเภอวารินชำราบ เพื่อให้มีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้อำเภอทราบและหลังจากนั้นได้มีคำสั่งอำเภอวารินชำราบ ที่ 303/2557 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 1 ท่านเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยจึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมคือ เจ้าคณะอำเภอวารินชำราบ(ธ)เป็นคณะกรรมการซึ่งมีหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามอำนาจหน้าที่และสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กับอำเภอทราบ จากนั้นมติในข้อประชุมของคณะกรรมการทั้ง 9 ท่านได้มีคำสั่งให้ทางพระที่จำพรรษาและปฏิบัติธรรมในพื้นที่รวมไปถึงบริวารที่เข้าไปประกอบศาสนกิจออกจากพื้นที่ภายใน 90 วันหากไม่ทำการย้ายออกจากพื้นที่เมื่อครบกำหนดทางอบต.โนนผึ้ง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลจะต้องทำหนังสือทวงถามหากไม่ยอมย้ายออกจะมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนตำบลท้องถิ่นโนนผึ้ง แจ้งความดำเนินคดีกับพระสงฆ์เพื่อดำเนินการตามกระบวนการในชั้นศาล
โดยเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2557 องค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้งได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับสำนักสงฆ์มัชฌิมาเวฬุวนารามที่ได้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ป่าช้าเก่าบ้านกลางหมู่ที่ 8 ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี แล้วพนักงานสอบสวนได้ทำหนังสือถึงเจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอวารินชำราบ เพื่อไปทำการตรวจสอบมากที่บริเวณดังกล่าวเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่ ต่อมาที่ดินอำเภอวารินชำราบได้มีหนังสือ อบ.0020.08/25343 ลง31 ต.ค.57 ถึงสถานีตำรวจภูธรอำเภอวารินชำราบ ว่า ในการตรวจที่สาธารณประโยชน์นั้นจะต้องให้ผู้ร้องทุกข์ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาเป็นผู้ไปยื่นคำร้องขอตรวจสอบที่สาธารณประโยชน์ตามมาตรา 69 ทวิแห่งประมวลกฎหมายที่ดินก่อนพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะมีอำนาจดำเนินการได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อจากนั้นคณะกรรมการทั้ง 9 คน ที่ได้ตั้งขึ้น ตรวจสอบตามข้อเท็จจริงเพื่อรายงานให้กับทางอำเภอทราบ โดยเฉพาะที่ดินอำเภอวารินชำราบจะต้องลงพื้นที่ เพื่อทำการตรวจสอบรังวัดที่ดินตามข้อเท็จจริงและรายงานให้กับนายอำเภอทราบ ต่อมาซึ่งได้มีการฟ้องร้องต่อศาลซึ่งศาลชั้นต้นพระและบริวารที่ไปประกอบศาสนกิจบริเวณพื้นที่ป่าช้าสาธารณะใช้ร่วมกันชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาถวายพระและบริวารแพ้คดี
นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย รองเลขาธิการพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ต่อมา ณ วันนี้ ( 16 ส.ค.62 ) องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาได้นำเรียนกับตนว่า เกิดข้อสงสัยในการฟ้องคดีในชั้นศาลเนื่องด้วยมีประเด็นให้สงสัยอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับประเด็นการออกรังวัดของที่ดินซึ่งที่ดินตามเอกสารมีอยู่ทั้งสิ้น 34 ไร่แต่การรังวัดของเจ้าหน้าที่ที่ดินที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในกรรมการ 1 ใน 9 คน แจ้งกับทางศาลว่าพื้นที่ดินเหลือเพียงแค่ 24 ไร่ ซึ่งอีก 10 ไร่หายไปไหน ไม่มีการตรวจสอบเพื่อหาข้อเท็จจริงรายงานให้กับอำเภอทราบ ประเด็นข้อเท็จจริงที่จะนำเรียนเพื่อหาข้อโต้แย้งและขอความเป็นธรรมให้กับพระและบริวารพุทธศาสนิกชนที่นับถือพระพุทธศาสนาพบเห็นว่าตามหลักฐานที่กล่าวอ้างระบุว่าพื้นที่ที่ถูกบุกรุกจำนวน 10 ไร่ เป็นทางสาธารณะ แต่เมื่อองค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาได้ลงพื้นที่จริงกลับพบว่า เป็นนาข้าวที่ถูกแผ้วถางป่าและบ่อน้ำที่มีผู้ครอบครองทำประโยชน์ตามหลักฐานระวางแผนที่ระบุว่าทางสาธารณะที่ปรากฏอยู่ในระหว่างทางสาธารณะอยู่นอกเขตที่ดินนส.แต่สภาพจริงปรากฏว่าหลักเขตที่ดินสาธารณะอยู่นอกถนน ซึ่งหมายความว่าถนนสร้างอยู่ในเขตที่ไม่ตรงตามหลักฐานที่โจทก์ใช้กล่าวอ้างต่อศาล อีกทั้งเสาไฟฟ้าสภาพความเป็นจริงอยู่กลางทุ่งนาข้าว แสดงให้เห็นว่ามีการบุกรุกที่สาธารณะโดยชาวบ้านบริเวณใกล้เคียง
และที่สำคัญพยานปากเอกสำคัญที่ให้การต่อศาลว่าพระและบริวารพุทธศาสนิกชนบุกรุกที่ดินป่าช้าสาธารณะ คือนายต่าย ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านได้ทำการบุกรุกมากถึง 2 ไร่ แต่ประเด็นการฟ้องร้องต่อศาลทำไมองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้งที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายอำเภอวารินชำราบไม่ดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่บุกรุกป่าช้าสาธารณะไปพร้อมกับพระสงฆ์และบริวาร
ความสงสัยที่เกิดขึ้นจึงนำเรียนมายังพรรคไทยศรีวิไลย์ เพื่อขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับประเด็นในเรื่องดังกล่าวซึ่งการตั้งกรรมการโดยนายอำเภอในครั้งนั้นและมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วยอำนาจและหน้าที่โดยตรงอาจจะไม่ได้ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองและการรายงานดังกล่าว อำเภอก็ไม่ได้รายงานตรงตามข้อเท็จจริงจึงมาร้องขอและให้ช่วยดำเนินคดีเกี่ยวกับผู้บุกรุกที่ดินป่าช้าสาธารณะใช้ร่วมกันที่มีมากถึง 10 ไร่ และเอาพื้นที่ดินที่ถูกบุกรุกทั้ง 10 ไร่ คืนภาครัฐและให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับข้าราชการที่ไม่ได้ใช้หรือใช้อำนาจของตัวเองในทางที่ผิด
ต่อมา นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย รองเลขาธิการพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้ลงพื้นที่ เพื่อปรึกษาปัญหาดังกล่าว และ จะนำส่งข้อมูลเอกสารทั้งสิ้น รวมถึงรายงานความเดือดร้อนของพุทธศาสนิกชนไปยัง นาย มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือ “เต้” หัวหน้าพรรคไทยศิริไลย์ ให้รับทราบ เพื่อหาทางช่วยเหลือ เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ และ เพื่อให้ความจริงปรากฏพื้นที่ดินของทางภาครัฐยังคงอยู่และสามารถใช้ร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และจะเร่งรัดดำเนินการเพื่อหาทนายความในการดำเนินคดีกับข้าราชการที่อาจจะใช้หน้าที่ในทางที่ผิดรวมไปถึงบุคคลที่ไปบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าและยึดครองพื้นที่ดินสาธารณะมาดำเนินคดีต่อไป
จากนั้น นายจำรูญศักดิ์ จันทรมัย ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้ง เพื่อขอทราบพรบ.ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการควบคุมดูแลพื้นที่ดินสาธารณะและพื้นที่สาธารณประโยชน์ใช้ร่วมกัน ที่อยู่ในความควบคุมดูแลโดยอำนาจขององค์การบริหารส่วนตําบลโนนผึ้ง ว่ามีทั้งหมดเท่าไร.? เพื่อนำมาประกอบในคดี และ ทำการตรวจสอบว่ายังมีบุคคลอื่นอีกหรือไม่ที่บุกรุกและครอบครองที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ใช้ร่วมกัน โดยที่ทางองค์การบริหารส่วนตำบลโนนผึ้งนิ่งเฉยไม่ดำเนินคดี และหลังจากนั้นก็จะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของการฟ้องร้องในคดีต่อไป

ทีมข่าวเฉพาะกิจ / รายงาน.

%d bloggers like this: