นักธุรกิจหนุ่มร้องสำนักนายกฯ แจ้งความออฟฟิศถูกบุกรุกนาน 6 เดือนคดีไม่คืบ

วันที่ 2 ก.ค.2563 เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิธิศ เกษมโกเมศ อายุ 32 ปี อยู่ซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม. อาชีพนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมด้วย นายฐปนวัชร์ สระสม ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.นภัสกร วงศา เจ้าหน้าที่จเรตำรวจ ประจำศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินคดีกับคู่กรณีหลายคนข้อหาร่วมกันบุกรุกฯ และทำให้เสียทรัพย์ ภายในที่อยู่อาศัยหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนเวลาผ่านล่วงเลยมาถึงปัจจุบันนานกว่า 6 เดือนแต่คดีไม่มีความคืบหน้า

นายนิธิศ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค. 63 ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายชายฉกรรจ์หัวเกรียน นับสิบคนบุกเข้ามาที่สำนักงานบริษัทและห้องพัก บริเวณ ชั้น 1 อาคารแห่งหนึ่งในภายในซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.ซึ่งตนครอบครองกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้องตามสัญญาเช่าที่ตนทำกับนิติบุคคลเอาไว้ ตั้งแต่ พ.ศ.2556 นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียนการเช่ากับกรมที่ดินเอาไว้ด้วย เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยกลุ่มคนร้ายมีการนำกุญแจมาคล้องและล็อคสายยูไว้ ซึ่งหลังเกิดเหตุตนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้กับ ร.ต.อ.ปราชญา พุฒพันธ์ พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าของคดี ให้ดำเนินการกับกลุ่มคู่กรณีตามกรอบกฎหมาย เพื่อเรียกแต่ละฝ่ายมาสอบสวนยุติปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีการนำภาพวงจรปิด เอกสารการครอบครองที่อยู่อาศัย และพยานบุคคลไปให้เจ้าของคดีแต่กลับไม่มีการเรียกคู่กรณีมาสอบสวนหรือดำเนินการตามระเบียบของกฎหมายแต่อย่างใด

นายนิธิศ กล่าวอีกว่า ” ก่อนเกิดเหตุทางนิติบุคคลไม่ได้มีการแจ้งความประสงค์ว่าจะมีการยึดพื้นที่คืนแต่อย่างใด เนื่องจากสัญญาที่ตนทำไว้ยังเหลืออีก 2-3 ปี การทำอย่างนี้เหมือนบีบให้ตนออกจากพื้นที่โดยไม่มีเหตุผล และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นทางพนักงานสอบสวนก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ จนความเสียหายได้เกิดขึ้นซ้ำอีก คือเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา มีคนร้ายกลุ่มใหญ่แต่งกายลักษณะเดิมบุกรุกมาตัดมิเตอร์น้ำในสำนักงานและห้องพักในความครอบครองของตนออกไป จนทำให้เกิดความเสียหายเพราะมีผู้เช่าห้องพักต่อจากตนพักอาศัยอยู่ โดยวันเวลาที่เกิดเหตุ ตนก็มีหลักฐานเป็นคลิปวงจรปิด และคลิปถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ บันทึกภาพกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งกายชุดดำเข้ามาร่วมกันลงมือ แม้จะมีการโทรศัพท์เรียกสายตรวจ สน.ทองหล่อ เข้ามาระงับเหตุแล้ว แต่มีผู้สังเกตเห็นคนร้ายในกลุ่มเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสนิทสนมกระทั่งคนร้ายร่วมกันตัดมิเตอร์น้ำไปได้

“เหตุการณ์ล่าสุดนี้ เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และรัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉิน อยู่ด้วย ซึ่งตนก็พยายามติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อขอทราบความคืบหน้าทางคดีทั้งร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ แต่ก็ยังไม่ได้รับทราบถึงรายละเอียดความคืบหน้าใดๆ ที่ผ่านมาตนมีการส่งหนังสือร้องเรียนไปถึง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.และ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ แล้ว แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความนำเอกสารเข้ามาร้องทุกข์ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน และให้ตำรวจท้องที่เร่งดำเนินการตามกฎหมาย โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกเลขรับหนังสือที่ ตช.01630000052 เอาไว้เพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนพิจารณาให้ความยุติธรรมกับตนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” นายนิธิศ กล่าว

ขณะที่ นายฐปนวัชร์ สระสม ทนายความ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทางคู่กรณีใช้กำลังบุคคลกลุ่มใหญ่ลักษณะคล้ายคนมีสีเข้ามาดำเนินการข่มขู่ กระทำความผิดกฎหมายอาญาฐานบุกรุก และมีการตัดมิเตอร์น้ำทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งทางผู้เสียหายก็ได้เข้าแจ้งความเอาไว้แต่ต้นแล้ว แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่า พนักงานสอบสวนใช้ระยะเวลาการทำงานนานเกินไป ไม่มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับทางคู่กรณีไปสอบปากคำทั้งๆ ที่ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานไปให้แล้วและติดตามทวงถามด้วยตนเองมาโดยตลอด แม้จะเคยไปร้องทุกข์กับผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดในส่วนของโรงพัก และกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงเกรงว่าทางคู่กรณีน่าจะมีคนมีสีและมีผู้อิทธิพลหนุนหลัง ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจมาพึ่งพา ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในส่วนของคดีที่เกิดขึ้น โดยอยากให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนมาเร่งรัดดำเนินการคดีนี้ด้วย.

//ทีมข่าวฝั่งธน//

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*


%d bloggers like this: