สตม.ทลายแก๊งหม่องแสบแอบปลอมเอกสาร/ตราประทับราชการเพื่อขออยู่ต่อฯ

1.ทลายแก๊งหม่องแสบแอบปลอมเอกสาร/ตราประทับราชการเพื่อขออยู่ต่อฯ
2.รวบอิหร่านอ้างตัวเป็นนายหน้ารับต่อวีซ่าผู้ป่วยต่างชาติตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เรื่องการควบคุมกำกับดูแลชาวต่างชาติที่เข้ามาพำนักอาศัยหรือเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมายให้ สตม.ดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีหมายจับตำรวจสากล หรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน หรือเป็นลักษณะการกระทำผิดเข้าข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโดย พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พรชัย ขันตี รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผบก.ตม.1, พ.ต.อ.กีรติศักดิ์ ก้องเกียรติศิริ ผกก.สส.บก.ตม.1 พร้อมชุดสืบสวนฯ ร่วมแถลงข่าวการจับกุมคนร้าย จำนวน 2 คดี ดังนี้
คดีที่ 1เจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง กองกำกับการสืบสวน บก ตม 1 ได้สืบสวนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมาลักลอบทำงานนอกสิทธิ และทำเอกสารราชการปลอมเพื่อใช้ประกอบการขอใบอนุญาตทำงานและขออยู่ต่อในราชอาณาจักร โดยเปิดเป็นร้านขายของชำอยู่ภายในตลาดนัดใกล้สถานทูตเมียนมา เพื่อปกปิดการกระทำความผิด เนื่องด้วยตลาดนัดดังกล่าวตั้งอยู่ใกล้กับสถานทูตเมียนมา จึงทำให้มีบุคคลต่างด้าวสัญชาติเมียนมามาจับจ่ายใช้สอยของใช้เป็นจำนวนมากจึงไม่เป็นที่สังเกตของบุคคลโดยทั่วไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ ได้สืบสวนทราบว่ากลุ่มคนร้ายได้ตั้งร้านขายของชำอำพรางการกระทำผิดอยู่ในบริเวณตลาดลานทรายพลาซ่า ถ.สาธุประดิษฐ์ แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ จึงเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนร้ายทั้งสามโดยได้แฝงตัวเป็นประชาชนเลือกซื้อสินค้าภายในตลาดและสังเกตการณ์ดูพฤติกรรมของคนร้าย พบเห็นบุคคลต่างด้าวเดินเข้าออกร้านขายของชำดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้มาซื้อสินค้าแต่ยื่นซองเอกสารและรับซองเอกสารจากกลุ่มคนร้ายที่ทำทีขายของอยู่ในร้าน หลังจากที่ได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนร้ายจนมั่นใจแล้วเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ จึงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่และขอตรวจสอบร้านขายของชำดังกล่าว พบนายอ่อง สัญชาติเมียนมา และหญิงชาวเมียนมาสองรายในที่เกิดเหตุ พร้อมกับกล่องบรรจุตราประทับรูปแบบต่างๆ เอกสารราชการ และหนังสือเดินทางเมียนมาอีกเป็นจำนวนมาก เจ้าพนักงานฯจึงได้สอบสวนจนนายอ่อง รับสารภาพว่ารับจ้างเป็นนายหน้าทำใบอนุญาตทำงานและการขออยู่ต่อในราชอาณาจักรแก่แรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา โดยจะรับหนังสือเดินทางมาและดำเนินการจัดการเอกสารให้ทั้งหมด โดยที่ตนอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานสามารถพูดและอ่านภาษาไทยจึงสามารถติดต่อกับหน่วยงานราชการต่างๆได้ นายอ่องให้การต่อไปว่า เดิมรับจ้างพาแรงงานต่างด้าวไปขอต่อใบอนุญาตทำงานแต่ต่อมามีแรงงานต่างด้าวมาว่าจ้างตนเป็นจำนวนมาก จึงเกิดความโลภ คิดปลอมตราประทับของเจ้าหน้าที่และเอกสารราชการ เพื่อนำไปประกอบการขอใบอนุญาตทำงาน โดยจะเรียกเก็บค่าบริการจากแรงงานต่างด้าวที่มาว่าจ้างซึ่งลักลอบทำงานผิดกฎหมายเป็นเงิน 2,000 – 3,000 บาท ต่อคน ซึ่งเอกสารที่นายอ่องฯ ทำปลอมขึ้นมาประกอบไปด้วย ใบรับคำขอของกรมการจัดหางาน ใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ตราประทับของหน่วยงานราชการและเอกชน และตราประทับของข้าราชการผู้มีอำนาจลงนาม ส่วนรูปแบบตราประทับและเอกสารต่างๆได้ลอกเลียนแบบมาจากต้นฉบับจริง ที่ตนเคยพบเห็นมาจากการรับพาแรงงานต่างด้าวไปทำใบอนุญาตทำงาน โดยตนรับจ้างทำมานานแล้วแต่ได้เปลี่ยนสถานที่และหลบหนีการจับกุมเรื่อยมา โดยจะใช้ที่ชุมชนที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่จำนวนมาก และจะเปิดร้านขายสินค้าอำพรางการกระทำความผิด เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ จึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดเพื่อทำการสืบสวนขยายผล หาเครือข่ายกลุ่มบุคคลต่างด้าวที่กระทำความผิดและมีพฤติการณ์เป็นภัยต่อสังคมเพื่อป้องกันปราบปรามและจับกุมไม่ให้มีการกระทำความผิดอีก และนำตัวกลุ่มคนร้ายสัญชาติเมียนมานำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปคดีที่ 2กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง ๑ (กก.สส.บก.ตม.๑) ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง ๑ ให้ทำการสืบสวนกรณีคนต่างด้าวรับเป็นนายหน้าต่อวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดย กก.สส.บก.ตม.๑ ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งว่าได้มีคนต่างชาติได้เข้ามาติดต่อกับนายแพทย์ที่ประจำอยู่โรงพยาบาล ให้ออกเอกสารใบรับรองแพทย์ให้กับคนต่างชาติที่ต้องการพำนักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นระยะยาว โดยมีการเสนอผลตอบแทนต่าง ๆ ให้กับนายแพทย์ และยังได้รับปากอีกว่าจะส่งผู้ป่วยชาวต่างชาติมาเป็นลูกค้าของโรงพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนายแพทย์หลายคนได้แจ้งข้อมูลไปยังทางผู้บริหารของโรงพยาบาลทราบว่า คนต่างชาติรายนี้มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยและเกรงว่าจะไปหลอกลวงชาวต่างชาติทำให้โรงพยาบาลได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้ทำการประสานไปยังโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวเพื่อขอข้อมูล และได้ทำการเฝ้าติดตามคนต่างชาติดังกล่าวจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้รับแจ้งจากทางโรงพยาบาล ว่าคนต่างชาติดังกล่าวจะเข้ามาติดต่อกับทางโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจึงได้เข้าแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอตรวจสอบเอกสารการเดินทางซึ่งคนต่างชาติดังกล่าวไม่สามารถนำเอกสารมาแสดงได้ จึงได้นำชื่อและนามสกุล วันเดือนปีเกิดตรวจสอบจากระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่าชื่อนาย FIROOZI สัญชาติอีหร่าน อายุ 46 ปี เดินทางเข้ามาเมื่อวันที่ ๒๑ ก.ค.๒๕๕๘ ครบกำหนดอนุญาต ๑๘ ต.ค.๒๕๕๘ ไม่มีการขออยู่ต่อฯ แต่อย่างใด การอนุญาตสิ้นสุดกว่า ๑,๘๐๐ วัน จากนั้นจึงได้นำตัวไปค้นยังที่พักเพื่อค้นหาใบรับรองแพทย์ แต่ไม่พบเอกสารแต่อย่างใด จากคำให้การนาย FIROOZI อ้างว่าตนเองได้พยายามติดต่อนายแพทย์ในโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อขอออกใบรับรองแพทย์ไว้ให้คนต่างชาติที่ต้องการพำนักอยู่ในระยะยาว ซึ่งอยู่ในช่วงโควิดมีคนต่างชาติได้เข้ามาติดต่อให้ตนทำเรื่องขออยู่ต่อในประเทศไทยจำนวนมาก แต่ก็ถูกปฏิเสธจากนายแพทย์และจากโรงพยาบาลหลายแห่ง จนกระทั่งมาถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทำการจับกุม เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนฯ จึงได้แจ้งข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ” และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนจะได้ทำการสืบสวนขยายผลต่อไป
สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่างๆ รวมทั้งดำเนินการตรวจสอบชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศชาติ หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เลขที่ 507 ซ.สวนพลู แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120 หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ 1178 หรือที่ www.immigration.go.th

Leave a Reply

%d bloggers like this: