ภัยคาดไม่ถึงในสัตว์เลี้ยง …..โรคมะเร็ง

ภัยคาดไม่ถึงในสัตว์เลี้ยง…..โรคมะเร็ง

สัตว์เป็นโรคมะเร็งได้หรือเป็นคำถามที่รอคำตอบอยู่เสมอว่ามีสาเหตุจากอะไรและจะรักษาได้หรือ เรามารู้จักโรคมะเร็งในสัตว์กัน
ศาสตราจารย์ สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยง คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ให้ความเห็นว่า ปัญหาโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงนั้น จากรายงานข้อมูลการศึกษาอุบัติการณ์โรคเนื้องอกในสุนัขของหน่วยพยาธิวิทยาคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบันซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ พบจำนวนของชิ้นเนื้องอกที่ส่งมารับบริการชันสูตร ประมาณ 3000 ราย พบอุบัติการณ์เนื้องอกของผิวหนัง และเนื้อเยื่ออ่อน สูงถึง ร้อยละ 70 และเนื้องอกของเต้านม ร้อยละ 30 เนื้องอกที่มีอุบัติการณ์สูง 5 อันดับแรก คือ เนื้องอกมาสต์เซลล์, เนื้องอกของผิวหนัง 9.44, เนื้องอกของต่อมข้างรูก้น ร้อยละ 8.76, มะเร็งของเม็ดสีเมลานิน ร้อยละ 7.10 และ เนื้องอกของผิวหนังชนิดอื่นๆ ร้อยละ 6.19 ซึ่งสอดคล้องกับอุบัติการณ์โรคเนื้องอกในประเทศต่าง ๆ
โรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงพบในสัตว์อะไรบ้าง พบได้ในสัตว์เลี้ยงทุกชนิด สุนัขและแมวจะพบเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากมีผู้เลี้ยงมาก นอกจากนี้ยัง พบในสัตว์อื่นๆ เช่น นก ปลา หนูแฮมสเตอร์ และอื่นๆ ความสำคัญด้านพันธุกรรม เช่นในสุนัขพันธุ์แท้บางพันธุ์เป็นสาเหตุโน้มนำที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าพันธุ์ผสม
ส่วนใหญ่เจ้าของสัตว์รู้สึกกังวลและหมดหวังเมื่อทราบว่าสุนัขเป็นโรคมะเร็ง เจ้าของสัตว์หลายท่าน เชื่อว่าเมื่อสัตว์เลี้ยงเป็นโรคมะเร็ง มีทางรอดชืวิตน้อยมาก อายุไม่ยืน ไม่สามารถรักษาได้ แต่หากได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งควรสังเกตุความผิดปกติในสัตว์เลี้ยงของท่าน และพาไปพบสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าโรคมะเร็งบางชนิดเป็นชนิดร้ายแรง มีทางรอดน้อยมาก หากเจ้าของได้รับทราบการดูแล สัตว์มีความเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุด จะเป็นการบำบัดเหมาะสมที่สุด คงจะทำให้เจ้าของเข้าใจและสบายใจขึ้น
ทางสัตวแพทย์มีทางเลือกอื่นๆที่ให้แสัตว์เหมือนกับทางการแพทย์หรือไม่ ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาและควบคุมโรคมะเร็งนอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด ด้วยวิธีการทางโภชนบำบัด รวมทั้งการฝังเข็มการใช้โภชนบำบัด หรือการบำบัดรักษาโรคด้วยอาหาร ในทางสัตวแพทย์ประสบความสำเร็จในการรักษา เช่น โรคไต โรคผิวหนัง ในด้านโรคมะเร็งนั้น การใช้โภชนบำบัดมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขภาวะอ่อนแอ ฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัด และลดภาวะผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด สภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายสัตว์ป่วยเป็นมะเร็งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

  1. ระยะเริ่มต้น สภาพทั่วไปภายนอกเหมือนปกติ สามารถตรวจพบความผิดปกติได้จากการตรวจสุขภาพ การตรวจเลือด เคมีเลือด ตามดุลยพินิจของสัตวแพทย์ เช่น การพบระดับของแคลเซี่ยมสูงผิดปกติในเลือด
  2. ระยะที่ 2 สัตว์ป่วยเริ่มมีสภาพน้ำหนักตัวลด อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร
    3.ระยะสุดท้ายสัตว์ป่วยจะมีสภาพทรุดลงอย่างรวดเร็ว ปริมาณโปรตีนในเลือดต่ำ เนื่องจากสัตว์สูญเสีย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันจากร่างกาย
    ในต่างประเทศมีการศึกษาการให้อาหารไขมันสูงแก่สัตว์ป่วยดีกว่าการให้อาหารประเภทแป้ง ซึ่งจะช่วยในการลดการเจริญของมะเร็งและการแพร่กระจายได้ นอกจากนี้ การให้อาหารเยื่อใยสูง จะช่วยในการย่อยอาหารทำให้ร่างกายสัตว์อยู่ในภาวะสมดุลย์ได้
    จากการที่พบว่าสัตว์เลี้ยงเป็นมะเร็งจำนวนมากขึ้น ทางสัตวแพทย์มีแนวทางการรักษาอย่างไร สัตวแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัย ได้แก่การตรวจกรองโดยวิธีการตรวจทางเซลล์วิทยา การตรวจชิ้นเนื้อทางจุลพยาธิวิทยา การตรวจทางพยาธิวิทยาคลินิก การตรวจทางรังสีวินิจฉัย การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ในดุลยพินิจของสัตวแพทย์ โดยทำความเข้าใจและควรได้รับความร่วมมือจากเจ้าของสัตว์เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่นทางศัลยกรรม ทางอายุรกรรม เคมีบำบัด การรักษาตามอาการ และฟื้นฟูสภาพ และการพยากรณ์โรค การเฝ้าระวัง และติดตามผลการรักษา ปัญหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ มาพบสัตวแพทย์ทุก 6 เดือนภายหลังการรักษา ส่วนใหญ่สัตว์ป่วยโรคมะเร็งมักมาพบสัตวแพทย์เมื่ออยู่ในระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้ายการรักษาต้องประเมินสภาพสัตว์และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
    ข้อแนะนำในการป้องกันโรคมะเร็งในสัตว์ โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีสาเหตุมากมาย ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส และไม่ติดเชื้อ จากการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง หรือสารพิษต่างๆ หรือจากพันธุกรรมซึ่งมีผลทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง ยังไม่สามารถใช้วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งได้ สิ่งที่น่าจะเป็นสัญญาณในการเตือนของการเกิดโรคมักจะพบในสัตว์ที่มีอายุ เช่นในสุนัขและแมว ตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ดังนั้นเจ้าของสัตว์ควร
  3. ควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  4. เมื่อสัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ อ้วนขึ้นหรือผอมลงอย่างผิดสังเกตุ ซึม เบื่ออาหาร เยื่อเมือกซีด ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติ ควารรีบพาไปพบสัตวแพทย์
  5. กรณีที่พบก้อนผิดปกติบริเวณผิวหนัง หรือตามผิวหนัง ซึ่งท่านสามารถสังเกตุเห็นได้ง่าย แม้ว่าจะเป็นก้อนขนาดเล็ก ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ไม่ควรรอให้ใหญ่ก่อนแล้วพาไปพบสัตวแพทย์

ตรวจร่างกายสัตว์เลี้ยงของท่านเป็นประจำทุกปีห่างไกลโรคมะเร็ง

ผ่านเลนส์ 005-รายงาน

Leave a Reply

%d bloggers like this: