ตำรวจจับเพิ่มอีก 1 กรณีคนร้าย 3 คนบุกปล้นร้านเพชร ย่านเพชรเกษม

ตำรวจจับเพิ่มอีก 1 กรณีคนร้าย 3 คน บุกปล้นร้านเพรช ย่านเพชรเกษม
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม

ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจสน.เพชรเกษมสามารถจับกุมได้แล้ว 1 ราย
คือ นายนพอนันต์ ภูษิตรุ่งโรจน์ ก่อนส่งฝากขังไปแล้ว
ล่าสุดเมื่อวานนี้ตำรวจสามารถจับกุมนายวุฒิชัย ล้านเหรียญทอง คนร้ายที่ก่อเหตุเพิ่มอีก 1 ราย ก่อนจะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพร้านจุดเกิดเหตุหน้าปากซอยเพชรเกษม 63

เริ่มจากนายวุฒิชัยเข้ามาในร้านและนำปืนวางที่ตู้โชว์สินค้า โดยมีกระเป๋าเป้สีดำวางทับไว้ จากนั้นจึงเดินอ้อมเข้าไปในเคาท์เตอร์ก่อนบังคับให้พนักงานและเจ้าของร้านหมอบลง และใช้อาวุธปืนตีเข้าศีรษะข้างด้านขวาของเจ้าของร้าน และหยิบทรัพย์สินภายในตู้ที่ 2 ใส่กระเป๋าก่อนจะหลบหนีขึ้นรถจักรยานต์ที่จอดไว้ห่างจากร้านกว่า 100 เมตร ไปแบ่งทรัพย์สินกันที่ซอยเพชรเกษม 83 แล้วแยกย้ายกันหลบหนี ซึ่งหลังนำตัวนายวุฒิชัยมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จสิ้นแล้ว ตำรวจได้คุมตัวขออำนาจศาลอาญาธนบุรีฝากขังผัดแรกทันที

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อมูลและพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ทราบว่านายนพอนันต์เป็นคนร้ายที่ร่วมก่อเหตุ ได้หลบหนีไปที่บ้านญาติอำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ จึงสืบสวนและสามารถจับกุมได้พร้อมของกลางบางส่วนและรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ โดยนายนพอนันต์รับสารภาพว่าได้ร่วมกับนายวุฒิชัย และนายต้น (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุล) ก่อเหตุดังกล่าว จนกระทั่งล่าสุดสามารถจับกุมนายวุฒิชัยพร้อมของกลางได้ที่บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อย่านอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร

ด้านพล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เบื้องต้นนายวุฒิชัยให้การรับสารภาพว่านายนพอนันต์ชักชวนให้มาร่วมก่อเหตุ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาในการให้การ แต่ตำรวจต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดก่อน สาเหตุที่ทำไปเพราะต้องการเงินไปใช้จ่าย ทั้งนี้ยังเหลือผู้ต้องหาอีก 1 ราย คือนายต้น ที่ยังหลบหนีอยู่บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี คาดว่าจะได้ตัวในวันนี้ เพราะตำรวจอยู่ระหว่างลงพื้นที่ติดตามตัวมาดำเนินคดีอย่างใกล้ชิด

จากการตรวจประวัตินายนพอนันต์และนายวุฒิชัยเบื้องต้นยังไม่พบว่าเคยก่อเหตุ

ด้านนางสาวจเรนี สุดแสง พนักงานในร้านเล่าว่า ก่อนเกิดเหตุนายนพอนันต์เคยเข้าซื้อสมาร์ททีวีแต่ใช้ไม่เป็น จึงให้พนักงานในร้านสอนอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้จดจำเสียงและกลิ่นน้ำหอมได้
นอกจากนี้ยังเป็นลูกค้าที่เคยนำแท็บเล็ตมาขายฝากกับทางร้าน ต่อมาวันที่ 25 เมษายน นายนพอนันต์ ทำทีเข้ามาอ้างว่าใบฝากขายหาย และให้พนักงานค้นหาเอกสารให้ กระทั่งวันเกิดเหตุ นายนพอนันต์สวมหมวกกันน็อคเข้ามา โดยมีจุดสังเกตที่ทำให้จดจำได้คือ แววตา น้ำเสียง และกลิ่นน้ำหอม ทำให้รู้ว่าคนร้ายคือนายนพอนันต์

ด้านนายศิริชัย อาศัยพาณิชย์ เจ้าของร้าน กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสอบสวนที่ติดจามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีได้ โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน และสามารถนำทรัพย์สินของกลางกลับมาคืนได้ประมาณร้อยละ 80 ของที่ถูกปล้นไป
นายศิริชัยบอกว่า ขณะเกิดเหตุ ตนเองได้โยนกระเป๋าสตางค์ออกจากตัว เพื่อให้กล้องวงจรปิดสามารถจับภาพคนร้ายได้ใกล้และชัดเจนที่สุด ถึงแม้นาทีนั้นจะเสี่ยงอันตรายก็ตาม
สำหรับแนวทางป้องกันหลังจากนี้ทางร้านจะติดลูกกรงเหล็ก และก่อนจะเข้าร้านต้องถอดหมวกกันน็อค หมวกแก๊ป ออกก่อน

เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหา ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธ, ปลอมตัวเป็นบุคคลอื่นเพื่อไม่ให้เห็นจดจำได้ในการกระทำความผิด , มีอาวุธเพื่อร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป,ทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้เกิดอันตรายทางร่างกายและจิตใจ ข่มขื่นใจผู้อื่นให้กระทำการใดโดยให้หวาดกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต,รับของโจร
สำหรับของกลาง ตำรวจสามารถติดตามทรัพย์ที่ถูกปล้นไปคืนมาได้จำนวน 108 ชิ้น รวมมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท จาก 141 ชิ้น เช่น เครื่องเพชร ทองคำ นาฬิกาหรู

คำรพ 61 / แบกกล้องสะพายเป้ / น้องเนย์ /

ทีมข่าวภาคสนามเรื่องจริงผ่านเลนส์รายงาน

Leave a Reply

%d bloggers like this: